ลุ้นผลบอล

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกแห่งความบันเทิงสุดล้ำ

สนุกไปกับ M88 Game ที่พร้อมไปด้วยเกมส์คาสิโนสนุก และคาสิโนสดตรงจากบ่อนในมาเก้า ให้ท่านได้ทดลองเล่น ทาง M88 มีบริการฝากถอนเงินได้เร็วภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะต้องการเงินตอนไหนท่านก็ถอนออกได้โดยทันที และที่สำคัญ มีคนไทยคอยให้บริการตลอดทั้งวัน

สปา คืออะไร

ความหมายของ “สปา”

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการกำหนดมาตรฐานการบริการด้าน “สปา” เพื่อสุขภาพออกมาอย่างชัดเจน โดยได้มีการกำหนดคำจำกัดความตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเรื่องกำหนดสถานที่เพื่อสุขภาพและเสริมสวยในการประกอบธุรกิจ “สปา”

“สปา” ตามความหมายของกองการประกอบโรคศิลป์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข “สปา” หมายถึงสถานบริการเพื่อสุขภาพ หรือสถานพยาบาลที่ให้บริการลูกค้าทั่วไปด้วยศาสตร์การนวดเพื่อสุขภาพ การปฏิบัติต่อร่างกายเพื่อสุขภาพ และการใช้น้ำเพื่อสุขภาพเป็นบริการหลัก เพื่อปรับความสมดุลของร่างกายและจิตใจ โดยให้คำแนะนำด้านบริการที่จัดไว้ตามหลักวิชาการ รวมถึงอาจจะมีการให้คำแนะนำการส่งเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย โภชนาการ การปรับพฤติกรรมตามหลักการแพทย์สากล และสร้างหลักสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

“สปา” คืออะไร? ในประเทศตะวันตก “สปา” มีประวัติศาสตร์การใช้เรียกมาอย่างช้านานและหลากหลายความหมาย แต่ก็พอจะสรุปความหมายหลัก ๆ ของ “สปา” ได้ดังนี้

•ความหมายที่ 1 “สปา” คือ…
“สปา” มาจากภาษาลาตินว่า “Sanus Per Aquam” หรือ “Sanitas Per Qqusa” ซึ่งแปลได้ใจความว่า สุขภาพจากสายน้ำ การบำบัดด้วยน้ำ หรือการดูแลสุขภาพโดยการใช้น้ำ

•ความหมายที่ 2 “สปา” คือ…
“สปา” หมายถึงชื่อเมืองเล็ก ๆ ใกล้กับเมืองลีห์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเบลเยี่ยม ติดกับชายแดนของประเทศเยอรมัน เป็นเมืองที่เป็นแหล่งน้ำพุที่มีแร่เหล็กตามธรรมชาติ เชือกันว่าในปี คศ. 1326 ช่างเหล็กของเมือง Collin Le Loupe ได้ยินชื่อเสียงของน้ำพุดังกล่าวเกี่ยวกับสรรพคุณในการรักษาโรค จึงดั้นด้นเสาะหาจนพบและน้ำพุนั้นสามารถรักษาอาการป่วยไข้ของเขาให้หายไปได้จริง ๆ ภายหลังสถานที่แห่งนั้นถูกยกย่องให้เป็น Health Resort ที่โด่งดังและเป็นที่ยอมรับในเรื่องการรักษาสุขภาพและอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักในนามของ Espa ซึ่งรากศัพท์ที่หมายถึง น้ำพุ ในปัจจุบันคำดังกล่าวถูกใช้ในภาษาอังกฤษว่า “Spa” ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในความหมายของสถานที่ตากอากาศเพื่อสุขภาพ (Health Resort)

•ความหมายที่ 3 “สปา” คือ…
“สปา” อีกหนึ่งความเชื่อที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันก็คือ “Spa” เป็นชื่อของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศเบลเยี่ยม ที่ซึ่งมีแหล่งน้ำแร่หรือน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ ปรากฏอยู่และถูกค้นพบโดยชาวโรมันโบราณ ทหารโรมันนิยมใช้น้ำพุแห่งนี้เป็นที่รักษาอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหรือบาดแผลที่ได้รับจากการสู้รบ

•ความหมายที่ 4 “สปา” คือ…
“สปา” โดยทั่วไปหมายถึงการบำบัดดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยวิธีตามธรรมชาติที่ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบในการบำบัด ควบคู่ไปกับการบำบัดด้วยวิธีทางการแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ โดยใช้ศาสตร์สัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส เป็นปัจจัยที่สร้างภาวะสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์

•ความหมายที่ 5 “สปา” คือ…
“สปา” เป็นการบำบัดแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันการเจ็บป่วยมากกว่าการรักษา Wildwood, Chrissie, 1997 กล่าวว่าการที่อารมณ์แปรปรวนมีโอกาสทำให้เกิดการเจ็บป่วย

►จากความหมายข้างต้นจึงสามารถสรุปได้ว่า “สปา” คือการบำบัดด้วยน้ำภายใต้การดูแลของนักบำบัดแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเป็นสถานที่ในการพักผ่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งสุขภาพองค์รวมที่ดี

►ในเชิงความเชื่อตามประวัติศาสตร์ “สปา” คือที่มีน้ำพุตามธรรมชาติที่ซึ่งสามารถบรรเทาและรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยต่าง ๆ ได้ ซึ่งน้ำเหล่านี้สร้างศรัทธาและความเชื่อถือทางจิตวิญญาณอย่างมาก โดยยังคงความเป็นปริศนาในการบำบัดโรคภัย

ในเชิงร่วมสมัย “สปา” คือสถานที่อำนวยความสะดวกและทุ่มเทให้กับทางด้านการบำบัดทั้งกายภาพ จิตใจและอารมณ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ผาสุข สปาต้องใช้น้ำในแง่ของการรักษาและบำบัด สปามีพื้นฐานมาจากการใช้ประโยชน์ของวิตามินและแร่ธาตุจากธรรมชาติ สปาร่วมสมัยยังให้การบรรเทาอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ผ่านการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ที่ครบครัน ผ่อนคลายความตึงเครียด ให้การดูแลและทะนุถนอมทั้งความงามทางร่างกายและอารมณ์ ความรู้สึก ปัจจุบันนี้สปาได้สร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาได้อย่างเด่นชัดในเรื่องของสถานที่และการตกแต่ง จะต้องให้ความสำคัญและความเครพเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

สปาหู

ความเครียดจากงาน… อาการปวดหูจาการใช้โทรศัพท์… หรือกม้กระทั่งคนที่เป็นไซนัส… ตลอดจนระบบทางเดินหายใจติดขัด… ปัญหาเหล่านี้สามารถทุเลาลงได้ด้วยวิธีการง่ายๆ กับศาสตร์บำบัดยอดฮิตที่เรียกว่า… “สปาหู” คำว่า “สปาหู” คงไม่เป็นที่คุ้นเคยเหมือน สปาทั่วไป ทั้งๆที่เป็นศาสตร์บำบัดดั้งเดิมของมนุษย์ และปัจจุบันเมืองไทยก็นำศาสตร์พวดนี้มาเปิดบริการ โดยการบำบัดด้วยควันจากเทียน เพื่อนวดเส้นประสาทในหู ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบร่างกาย ถ่ายภาพแต่งงาน

ศาสตร์บำบัดเก่าแก่ของชนเผ่าอินเดียแดงแห่งลุ่มแม่น้ำอริโซนา ก็คือพวกเขานำเทียนขี้ผึ้งผสมสมุนไพร และน้ำมันหอมระเหย ทำเป็นแท่งเทียนมีแกนกลางที่กลวง ใช้ต่อเชื่อมเข้าไปในรูหู แล้วจุดเทียนเพื่อให้เกิดควันและความร้อนอ่อนๆ ผ่านเข้าไปในช่องหู ส่งผลให้เนื้อเยื่อภายในถูกกระตุ้นการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลืองภายในศีรษะ และคอ ช่วยผ่อนคลายปรับสมดุล ปรับความดัน ต่างๆ รวมทั้งอาการหวัด ไมเกรน ปวดหู ศาสตร์นี้ ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่อย่างแพร่หลายในแถบยุโรป และอเมริกา เป็นศาสตร์ที่พวกเราคนไทยรู้จักกันในนามว่า สปาหู หรือ Ear Aromatherapy หรือ Ear Candeling

►สรรพคุณเทียน “สปาหู”
ใช้รักษาอาการไซนัส ไข้หวัด อาการภูมิแพ้ เจ็บคอเจ็บหู ลดอาการปวดเมือยเนื่องจากความดันที่สูงและต่ำ การกรน การอักเสบ ในช่องไซนัส ต่อมน้ำเหลือง การบวมของต่อมภายในหู ภาวะหูตึง ระบบการทรงตัวไม่ดี ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น

ลดอาการคันและบำบัดอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน
ขจัดแบคทีเรีย บำรุงเส้นประสาทสมองให้ สดชื่น
ช่วยลดอาการตรึงเครียดในสมอง
ช่วยลดอาการซึมเศร้า ขี้หลงขี้ลืม
ลดความตรึงเครียดและความกดดันในสมอง
สร้างความสดชื่นให้สมอง
ทำให้ช่องหูสอาด
►การทำ ” สปาหู ” อย่างถูกวิธี
จำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักการและขั้นตอนเสียก่อน
“สปาหู” เป็นธรรมชาติบำบัดรูปแบบหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรักสุขภาพแถบยุโรปและอเมริกา เป็นศาสตร์แห่งการบำบัดเก่าแก่ของชนเผ่าอินเดียแดงแถบลุ่มแม่น้ำอริโซน่า ที่นำขี้ผึ้งผสมสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหย ทำเป็นแท่งเทียนที่แกนกลาง กลวงและใช้ต่อเชื่อมเข้าไปบริเวณรูหู และจุดไฟเทียนที่ปลายอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้เกิดควันและความร้อนอ่อนๆ ผ่านเข้าไปในช่องหูด้านนอก อันจะส่งผลต่อเนื้อเยื่อภายในโดยรอบหูพร้อมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลืองภายในศรีษะและคอ

“มีการบันทึกประโยชน์ของสปาหูว่า ทำให้ผ่อนคลายและช่วยปรับความสมดุลระดับความดันที่เกี่ยวกับการทรงตัว ระบบไซนัสที่ติดขัดจะเริ่มต้นหมุนเวียนและถ่ายเท และระดับภูมิคุ้มกันจะตอบสนองและพัฒนาขึ้น ซึ่งหมายถึงอาการของโรคต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น อาการไข้หวัด ไมเกรน ปวดหู หรือช่วยทำความสะอาดหูที่มีขี้หูเปียกชื้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเป็นต้น”

►อุปกรณ์สำคัญในการทำสปาหู คือ “เทียนหู” (Ear Candle)
ซึ่งทำจากผ้าคอตตอนหรือผ้าลินินที่ไม่ได้ฟอกสี จุ่มลงในขี้ผึ้งแล้วพันม้วนเป็นแท่งกลวงตรงกลาง บางชนิดผสมน้ำมันหอมระเหยหรือสารสกัดจากสมุนไพรอาทิ Peppermint, Eucalyptus, Lavender ลงไปในขี้ผึ้ง ตามสูตรโบราณเพื่อประโยชน์บางอย่างที่ออกมาพร้อมกับควันเทียนในระหว่างการเผาไหม้

►สำหรับวิธีการทำ “สปาหู”
เริ่มจาการนวดบริเวณใบหน้าเพื่อกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียน จากนั้นจึงใช้น้ำมันนวดที่บริเวณใบหูโดยเริ่มจากทำจากหูที่ไม่ค่อยมีปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงการปวดหูด้านเดิมมากขึ้นและเพือให้ร่างกายได้ปรับตัวก่อน จากนั้นจึงใช้เทียนจ่อเข้าไปในรูหู แล้วจุดไฟที่ปลายเทียน โดยขณะที่ทำให้คอยตัดขี้เถ้าเทียนออกเป็นระยะๆ นอกจากนี้ระหว่างทำให้สังเกตที่เปลวไฟ หากไฟนิ่งย่อมแสดงว่ามีการหมุนเวียนของควันได้ดี ส่วนระยะเวลาในการเผาไหม้ของเทียนนั้นประมาณ 8-12 นาที สำหรับคนปกติ และประมาณ 15-20 นาที สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ที่สำคัญควรทำทั้ง 2 ข้าง ซึ่งหลังจากทำเสร็จแล้วควรนั่งนิ่งๆ ประมาณ 10 นาที และดื่มน้ำตามมากๆ

“ขณะทำจะได้ยินเสียงคล้ายน้ำตกซึ่งทำให้เกิดความผ่อนคลาย เมื่อทำเสร็จจะรู้สึกว่าตั้งแต่คอขึ้นไปรู้สึกเบาขึ้น คนที่นอนไม่หลับก็ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นและคนที่ปวดหูจาการใช้โทรศัพท์มือถือมากๆ ก็จะดีขึ้นด้วย” หลายคนคิดว่าสิ่งที่เห็นด้านในของเทียนนั้นคือ ขี้ผึ้งของเทียนที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ของเทียนเอง ซึ่งสีที่ปรากฏนั้นสามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นมีสุขภาพอย่างไร

►ผลลัพธ์ของขี้ผึ้งจากการทำ “สปาหู” บอกอะไรเราบ้าง?

สีน้ำตาล ค่อนข้างใส ถือว่าปกติ
สีน้ำตาลดำ แสดงว่าเป็นคนค่อนข้างเครียด และมีน้ำในหูมาก
สีน้ำเงิน คือคนที่มีปัญหาโรคมะเร็ง
สีเขียว คือคนทีมีสุขภาพแย่มาก
อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการทำสปาหูนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคล สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื้อรังประมาณ 5-10 ปีขึ้นไปควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ลดลงเหลือสัปดาห์ละครั้ง นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ควรทำสปาหู คือ คนที่เป็นโรคแก้วหูฉีกหรือมีไข้สูงมากๆ รวมทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ก็ไม่ควรทำเช่นกัน

ออกซิเจนโซลาร์

ออกซิเจน โซลาร์ สปา

โดยปกติภายในร่างกายของมนุษย์เราจะผลิตสารอนุมูลอิสระ (Oxidant) ตลอดเวลา เป็นผลิตผลที่เกิดจากการสันดาปพลังงานของร่างกายเป็นส่วนใหญ่ ร่างกายจะเร่งผลิตสารอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ในยามเครียด โกรธ หรือต้องทำงานหนัก ใช้สมองมาก รวมทั้งการได้รับสารพิษ ควันพิษ มลภาวะต่างๆ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ จะยิ่งเป็นตัวสร้างให้เกิดสารอนุมูลอิสระมากขึ้น รวมไปถึงการทานยา การได้รับสารรังสี ความเจ็บป่วย อาหารประเภททอด อาหารหวานจัด เป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมากด้วย

เชื่อกันว่าสารอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำลายโครงสร้างเซลล์ประสาทและสมอง เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่ความชราภาพและความเจ็บป่วยโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

สารต้านอนุมูลอิสระจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องทานเข้าไปทุกวันในรูปของสารอาหารต่างๆ เช่น วิตะมินซี วิตะมินอี เป็นต้น

สำหรับสปาแล้ว ขณะนี้มีเครื่องออกซิเจน โซลาร์ สปา ที่ได้รับความสนใจจากสปาหลายแห่ง และจากโรงพยาบาล โดยมีผู้ใช้บริการจำนวนมากเนื่องจากทำได้ง่าย ราคาไม่แพง แต่ผลที่ได้รับคุ้มค่า

ประโยชน์ของออกซิเจน
ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์ต้องการออกซิเจนใหม่จากเลือด ที่เป็นตัวพาออกซิเจนมาสู่เซลล์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หากร่างกายขาดออกซิเจนจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย ดังนี้

อาการชา
อาการคันตามร่างกาย
อักเสบ อาการบวม อาการมือเท้าแข็ง ฯลฯ
ขณะเดียวกันก็อาจเกิดอาการตาพร่ามัว เหนื่อยง่าย ขาดออกซิเจนมาก ทำให้หัวใจหยุดทำงาน สมองตาย ด้วยเหตุนี้การได้รับออกซิเจนใหม่เข้าประสานงานกับสารบางอย่างในร่างกายเพื่อผลิตพลังงาน จึงทำให้มนุษย์มีชีวิตและดำรงอยู่ต่อไปได้

การเพิ่มปริมาณและบำรุงรักษาออกซิเจนในร่างกาย
ปกติร่างกายได้รับจาการสูดหายใจรับออกซิเจนจากอากาศเข้าไปได้มากๆ ซึ่งต้องอาศัยการสูดหายใจลึก-ยาว และหาวิธีการกระตุ้นประสาทสัมผัสขยายหลอดลม จึงจะทำให้ปริมาณการดูดรับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น และต้องส่งเสริมสมรรถภาพในการเข้าถึงเซลล์ของโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ ทำให้เลือดสามารถนำพาออกซิเจนสู่เซลล์ต่างๆได้สมบูรณ์ หลายคนคงเคยได้ยินการบำบัดด้วยออกซิเจน น้ำออกซิเจนวางขายตามคลินิคแพทย์ ตามร้านเพื่อสุขภาพ นั่นก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการใช้ออกซิเจนบำบัด

การทำงานของเครื่อง “ออกซิเจน โซลาร์ สปา”
อาศัยหลักที่ว่า เมื่อมนุษย์มีลักษณะการเดินแบบส่ายไปมาเหมือนปลา คือ การเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่าบไปส่ายมา จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระดูกสันหลังได้ กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และทำให้ร่างกายหายใจรับออกซิเจนเข้าไปได้ผลดีมาก ภายในร่างกายเองจะเกิดออกซิเจนขึ้นมาในกระแสเลือด เหมือนการเขย่าขวดน้ำและการเกิดออกซิเจนขึ้นในขวดน้ำ

วิธีทำ “ออกซิเจน โซลาร์ สปา”
ถอดอุปกรณ์โลหะออกจากตัว ให้นอนหงายลง และวางข้อเท้าที่ส่วนวางขาของเครื่อง ซึ่งจะทำให้ร่างกายส่ายไปส่ายมาและเกิดการเคลื่อนไหวโดยที่ผูรับบริการไม่ต้องออกแรง ต้องเปิดเครื่องส่าย 5-15 นาที เว้น 2 นาที ทำรวมกัน 3 ครั้ง เมื่อครบเวลาให้นอนพัก ๑๐ นาที

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ “ออกซิเจน โซลาร์ สปา”

เพื่อช่วยในการขยายหลอดเลือดทำให้โลหิตหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเปิดปิดติดต่อกันทำให้การขยายและหดตัวสลับกันไปมา ซึ่งจะส่งผลในการกัดเซาะไขมันตามเส้นเลือดได้เป็นอย่าางดี การส่าย 15 นาที เทียบเท่ากับการเดินหมื่นก้าว
เครื่องนี้ยังมีระบบปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา ซึ่งเป็นรังสีทางการแพทย์และปลอดภัย จะช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง เร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ช่วยขับพิษในร่างกายลดน้ำหนักได้
ออกซิเจนที่เกิดขึ้นยังมีผลในการลดน้ำหนักด้วย เพราะช่วยเพิ่มการเผาผลาญเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย เหน้บชา ปวดหลัง ปวดเอว ท้องผูก ไมเกรน เครียด นอนไม่หลับ ภูมิแพ้ เป็นต้น
ออกซิเจน โซลาร์ สปา ช่วยให้หน้าอกกระชับด้วย โดยขณะเข้าเครื่องให้ยกแขนขึ้นวางเหนือศรีษะ ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อและไขมันถูกดันขึ้นสู่ด้านบน ทำให้หน้าอกกระชับได้รูปมากยิ่งขึ้น จะปฏิบัติท่านี้ได้ต้องผ่านการบำบัดอย่างน้อย ๗ วันขึ้นไป อาจมีการใช้เยลที่ช่วยดึงเอาความร้อนมาเผาผลาญบริเวณต่าง ๆ ที่ต้องการให้มีการเผาผลาญได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยในการลดสัดส่วนให้เห็นผลได้เร็วยิ่งขึ้น
ผู้ที่ไม่สามารถใช้เครื่อง “ออกซิเจน โซลาร์ สปา” นี้ได้

หลอดเลือดดำอักเสบ
มีบาดแผล
ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด
หญิงตั้งครรภ์

ปลาบำบัด

Spa Fish Therapy

สปารูปแบบใหม่ที่น่าสนใจของวงการสปาในปัจจุบันคือ การทำสปาปลาหรือการใช้ปลาบำบัดเท้านั้น เป็นการให้บริการที่แปลกใหม่และน่าสนใจสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำสปาและชอบสัมผัสประสบการณ์ใหม่ โดยมีลักษณะของการบำบัดด้วยการใช้บ่อน้ำวนที่มีปลาที่ชื่อว่า “ปลาการา รูฟา” ว่ายอยู่ในบ่อน้ำนั้น โดยการบำบัดนี้จะอาศัยพฤติกรรมของตัวปลาที่ชอบเกาะและตอด เพื่อรักษาผิวและการขจัดเซลล์ผิวเก่าตายแล้วให้หลุดลอกออกไปอย่างง่ายดาย

ปลาการา รูฟา บำบัดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบลุ่มแม่น้ำในประเทศแถบเอเชียตะวันออกกลางได้แก่ ตุรกี ซีเรีย อิรัก อิหร่านและปากีสถาน ปลาการา รูฟา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cyprinion Macrostomus หรือชื่ออื่น ๆ เช่น Doctor fish, Nibble fish, Kangal fish และ Redish log sucker แต่ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันได้แก่ Gara rufa (การา รูฟา) เป็นปลาน้ำจืดมีพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์คือ การเกาะและตอดในลักษณะสั่นแบบช็อตไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า Spark vibration ทำหน้าที่ดูดเซลล์ผิวหนังที่ตาย แบททีเรียและเชื้อราที่ก่อให้เกิดกลิ่นอับที่เท้า อีกทั้งน้ำลายของปลาการา รูฟา ยังปล่อย Enzyme Diathanol ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นผิวให้เกิดเซลล์ใหม่และช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวเก่าที่สึกหรอ ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื่นขึ้นและช่วยรักษารอยแตกที่ส้นเท้าได้ ปลาการา รูฟา จะมีอายุประมาณ 6-7 ปี ความยาวเต็มที่ประมาณ 7 เซ็นติเมตร ในทางการแพทย์ถือว่าการใช้ปลาการา รูฟา บำบัดเป็นวิธีการธรรมชาติบำบัดที่ได้ผลดีที่สุดทางหนึ่งแต่ปัจจุบันปลาการา รูฟา ที่อาศัยในตะวันออกกลางนั้นได้ถูกจัดเป็นสัตว์สงวนแล้ว เราจึงต้องหาซื้อจากประเทศญี่ปุ่นแทนเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้ทำการซื้อสายพันธุ์ปลาชนิดนี้

ในประเทศไทยมีการนำปลาหมอสี มาใช้ในการให้บริการด้านการทำสปาปลาเช่นกัน ซึ่งความแตกต่างระหว่างปลาการา รูฟา จากประเทศญี่ปุ่น กับปลาหมอสีของประเทศไทยนั้นอยู่ที่การบำบัดให้บริการ ปลาหมอสีจะบำบัดทุกส่วนของร่างกาย แต่ปลาการารูฟาจะบำบัดเฉพาะที่เท้าเท่านั้น และในด้านลักษณะทางกายภาพของตัวปลา ปลาหมอสีนั้นจะโตเร็วมาก ทำให้ต้องหาพันธุ์ปลามาทดแทนตัวเก่าตลอดเวลาเนื่องจากไม่สามารถใช้ปลาที่มีขนาดของตัวใหญ่มาทำการเกาะและดูดที่ผิวหนังของมนุษย์ได้เพราะจะทำให้เกิดแผลและเลือดออกมาก และจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่การใช้ปลาการา รูฟา นั้นมีข้อดีตรงที่ปลาจะเจริญเติบโตเต็มที่ในขนาดของลำตัวที่ 7 เซนติเมตรเท่านั้นภายในระยะเวลา 7 ปี และไม่เป็นขนาดที่ใหญ่จนเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับจากวงการแพทย์ในการเลือกใช้เพื่อดูแลรักษาสภาพผิว

ประโยชน์ของการทำสปาปลา การา รูฟา

ทําความสะอาดผิวหนัง หรือ กระบวนการปลาบําบัด
ช่วยกําจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายออกไป
ช่วยลดปัญหากลิ่น เพราะปลาช่วยกําจัดแบคทีเรีย และ เชื้อราที่เท้าและมือ
กระตุ้นประสาทสัมผัสบริเวณเท้าและมือ
ช่วยทําให้เท้านุ่มและเนียน
เป็นการพักผ่อน ทําให้รู้สึกผ่อนคลายและสร้างความสนุกสนาน
สปาปลาในทัศนะของ
นายแพทย์รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง

อธิบายถึงธรรมชาติของเจ้าปลาการ์รา รูฟา (Garra Rufa) ที่ใช้ในการทำสปาปลาว่า ปลาการ์รา รูฟา ที่ใช้ในการทำสปาปลานี้จะตอดเอาผิวที่ลอกและเสียของเราออกไป ถ้าเป็นบริเวณผิวปกติปลาชนิดนี้จะตอดน้อยกว่า มีการอ้างว่าสามารถบำบัดรักษาโรคผิวหนังบางอย่างได้และเท่าที่พบก็มีการอ้างอิงว่าสามารถบำบัดรักษาโรคสะเก็ดเงินและโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) ได้

แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีรายงานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือเพียงพอ ทั้งทางสถิติข้อมูลและจำนวนคนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษารวมทั้งการรวบรวมขอ้มูลก็ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าทำสปาปลาแล้วจะช่วยรักษาโรคผิวหนังได้จริง เพระาเป็นการสรุปกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้มีการยืนยันเอามาใช้ได้ในวงกว้าง แต่ที่น่าจะพอช่วยได้ก็คือ ช่วยทำให้ตาปลาที่กำลังจะลอกให้หลุดออกได้ง่ายขึ้นและมีผลทางด้านจิตใจ เพราะคนที่ใช้บริการก็จะรู้สึกว่าได้ผ่อนคลายเหมือนถูกนวดกระตุ้น สำหรับผู้ที่มีอาการทางผิวหนังก็จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้รับการรักษาอยู่ก็อาจส่งผลดีได้เช่นกัน

ข้อแนะนำ
หากเราจะใช้บริการสปาปลาสักแห่งต้องพิจารณาอะไรบ้าง
มาตรฐานสปาปลาที่ดี คุณหมอรัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ อธิบายถึงปัจจัยที่เอื้อต่อสปาปลาที่ได้มาตรฐานในการบำบัดว่า

มาตรฐานที่ 1 ควรอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
การใช้ปลาบำบัดรักษาเกี่ยวกับผิวหนังคงไม่ใช่แค่การให้ปลาตอดอย่างเดียว แต่การบำบัดรักษาต้องมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่เอื้ออำนวยในการบำบัดด้วย คือต้องอยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีองค์ประกอบเหมาะสม เช่น เป็นบ่อน้ำพุ บ่อน้ำร้อน บ่อน้ำแร่

มาตรฐานที่ 2 แหล่งน้ำต้องมีแร่ธาตุสำคัญในการบำบัดผิว
แหล่งน้ำต้องมีแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในการรักษาผิวหนัง เช่น ซีลีเนียม เพราะซีลีเนียมมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างผิวหนัง ผลัดเปลี่ยนผิวหนัง สร้างเซลล์ใหม่และส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือแหล่งน้ำนั้นต้องมีความเค็มของน้ำที่เหมาะสม
มาตรฐานที่ 3 มีแสงแดดแสงอัลตราไวโอเลตในระดับที่เหมาะสม
นอกจากนี้แหล่งน้ำที่ใช้ในการบำบัด ต้องมีแสงแดดและแสงอัลตราไวโอเลตในระดับที่เหมาะสมเฉพาะกับแหล่งน้ำนั้นด้วย
เมื่อรู้ถึงการเลือกสปาปลาที่ได้มาตรฐานในการบำบัดแล้ว ก็เลือกใช้บริการได้อย่างสบายใจ

โรคเสี่ยงจากสปาปลาที่ขาดสุขอนามัย

คุณหมอรัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ เล่าถึงอันตรายจากการใช้บริการสปาปลาที่ไม่ถูกสุขอนามัยว่า

การแช่รวมกันหลาย ๆ คน ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อโรคอย่างเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย เชื้อโรคเหล่านี้อาจมาจากผิวหนังหรือจากเล็บก็ได้ และสามารถติดต่อไปสู่คนที่แช่อยู่ด้วยกันได้ โดยมีน้ำเป็นตัวนำพา
นอกจากนี้ปลาที่ตอดคนโน้นที คนนี้ที ก็สามารถนำเชื้อโรคมาสู่เราได้ด้วยเช่นกัน ถึงเปลี่ยนน้ำ แต่ถ้าใช้ปลาชุดเดียวกัน ก็อาจทำให้ติดเชื้อโรคได้เหมือนกัน เช่น โรคผิวหนังจากเชื้อรา โรคผิวหนังจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคซูโดโมแนส นอกจากนี้ยังมีโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก
ดังนั้นการถามกับเจ้าหน้าที่ของสถานบริการถึงสุขอนามัยทั้งเรื่องการคัดกรองผู้เข้าใช้บริการที่ไม่มีปัญหาผิวหนังและการดูแลสุขอนามัยของน้ำและปลาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

สปาผม

วิธีการทำสปาผม
สูตรครีมดีท็อกซ์ผม
ทางเลือกใหม่…เพื่อคนรักผม

ในยุคที่แฟชั่นเปลี่ยนสีผมได้รับความนิยมสูงในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นสาวใหญ่ สาวน้อย หรือชายเจ้าสำอาง ต่างย้อมสีผมให้เห้นอยู่ทุกมุมเมือง ทว่าย้อมบ่อยครั้งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้สุขภาพเส้นผมที่เคยเงาสลวยแตกปลายหรือกระด้าง ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดธุรกิจแนวใหม่คือ “สปาผม” โดยพึ่งพืชสมุนไพรไทย ปัญหาของคนจำนวนมากที่ผ่านการย้อมผม เปลี่ยนสีผม ดัดผม เป่าผม หนีบผม รวมไปถึงการใช้ยาสนะผม บำรุงผมที่มีสารเคมี ทำให้ผมขาดความเงางามและเสียง่าย ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มมองหาวิธีการใหม่ ๆ ที่ชะช่วยให้ผมกลับมามีสุขภาพดีดังเดิม

การคืนสู่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จึงมีการคิดสูตรแชมพูและครีมนวดสูตรต่าง ๆ ที่ทำจากสมุนไพรสด เช่น มะกรูด ขิง ตะไคร้ ประคำดีควาย อันชัน ว่านหางจระเข้ และถั่วเหลือง เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และผู้ที่ให้บริการด้านการทำ “สปาผม” นอกจากจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และวิธีการใช้แล้ว ยังจะต้องมีความรู้ในเรื่องการนวดศรีษะ ต้นคอ ไหล่และหลังควบคู่ไปด้วย ซึ่งขั้นตอนการนวดจะช่วยให้เลือดหมุนเวียนที่เป็นส่วนสำคัยในการช่วยให้สุขภาพของผมและหนังศรีษะดีขึ้น

สำหรับขั้นตอนการทำ “สปาผม”
คือขั้นตอนการดูแลหนังศรีษะและเส้นผม ที่เริ่มจากการสระผมให้สะอาด แล้วหมักด้วยครีมดีทอกซ์ ที่ช่วยในการล้างพิษและเชื้อโรคบนหนังศรีษะ และยังช่วยเปิดกระเปาะผม ที่จะช่วยให้เซลล์ผมงอกได้ง่าย ในระหว่างที่หมัก จะมีการนวดศรีษะร่วมด้วย เพื่อให้เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงหนังศรีษะและรากผม แล้วทิ้งไวประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดหมาดๆ ใส่แฮร์โทนิคบำรุงรากผม

ก่อนที่เราจะทำ “สปาผม”
เราควรรู้เกี่ยวกับสภาพเส้นผมของแต่ละชนิด
ของเส้นผมเสียก่อน
ลักษณะเส้นผมของคนเราไม่เหมือนกันมีทั้งเส้นผมหนา ผมเส้นเล้ก ผมสั้น ผมยาว บ้างผมสั้นเหมือนกัน ผมยาวเหมือนกัน แต่ลักษณะเส้นผมไม่เหมือนกัน ทำให้การบำรุงและรักษาดูแลก็จะแตกต่างกันไปตาม ลักษณะของเส้นผม เรามาทำความรู้จักเส้นผมก่อนการบำรุงนะคะ

ผมแห้ง กับการทำ “สปาผม”
ลักษณะของผมแห้งคือ ผมที่ขาดน้ำหนัก ไม่มีน้ำมันจากหนังศรีษะมาหล่อเลี้ยงทำให้ผมแห้ง และไม่มีความเงางามของเส้นผม และอาจจะส่งผลทำให้ผมแห้งเสียแตกปลาย เกิดรังแค และหนังศรีษะแห้ง สาเหตุสำคัญของการเกิดผมแห้งเสีย คือการย้อม ดัด กัดสีผม โดนความร้อนจากไดร์เป่าผม ความร้อนจากแสงอาทิตย์ การว่ายน้ำในสระ หรือน้ำทะเล ก็ทำให้ผมแห้งเสียได้ ปัญหาเหล่านี้ ถ้าเราปล่อยละเลยและไม่บำรุงจะทำให้เส้นผมแห้งเสียอย่างรุนแรงได้ ดังนั้นสำหรับผมแห้งควรใช้ครีมนวดผมหลังสระและนวดบริเวณหนังศรีษะ เพื่อกระตุ้นให้หนังศรีาะสร้างน้ำมันมาหล่อเลี้ยงเส้นผมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
ผมมัน กับการทำ “สปาผม”
เนื่องจากมีการผลิตน้ำมันจากหนังศรีษะมากจนเกินไป ทำให้ดูเหนียวเหนอะหนะ และมีฝุ่น ละออง มาเกาะตามเส้นผม ทำให้ผมขาดชีวิตชีวา จัดแต่งทรงผมยาก เพราะฉะนั้นคนทีมีผมมันหมั่นสระผมบ่อยๆ ไม่ต้องใช้ครีมนวดแต่ถ้าต้องใช้ ก็นวดตรงบริเวณปลายผม เพราะถ้านวดบริเวณหนังศรีษะก็ จะกระตุ้นให้หนังศรีษะผลิตน้ำมันออกมามากยิ่งขึ้น
ผมเส้นเล้ก กับการทำ “สปาผม”
ลักษณะของผมเส้นเล้ก เป็นผมลีบแบนจิดหนังศรีษะ แต่เนื่องจากผมเส้นเล็กเป็นผมที่เรียงกันสวย ไม่ยุ่งเหยิง เพราะฉะนั้นเราควรจะใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน และไม่เข้มข้นในการสระและนวด เพราะถ้าเราใช้ครีมชโลมผมมากเกินไป ก็จะทำให้ดูลีบแบนเข้าไปอีก ดูไม่สวยงาม ดังนั้น เราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับเส้นผม
ผมธรรมดา กับการทำ “สปาผม”
จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเพราะผมธรรมดา จะมีสมดุลในตัวอยู่แล้ว ทำให้เส้นผมมีความนุ่ม สลวย เงางาม ผมธรรมดาจึงใช้ผลิตพัณฑ์ได้ง่ายในการดูแลบำรุงเส้นผม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเส้นผมถึงจะดี
ผมหยักศก กับการทำ “สปาผม”
ลักษณะของผมหยักศกคือหยิกตามธรรมชาติแล้วแต่ว่าผมจะหยิกมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม ผมหยักศกจะจัดแต่งทรงค่อนข้างยากเพราะว่าจะจัดแต่งทรงได้เพียงไม่กี่ทรง เนื่องจากผมจะดูชี้ฟูและแห้งฉะนั้นในการดูแลผมหยักศกเบื้องต้นคือใช้แชมพูที่มีความอ่อนโยนต่อเส้นผม เวลาแปรงผมควรแปรงด้วยความอ่อนนุ่มและเบามือ และไม่ควรหวีผมหรือแปรงผมบ่อยหรือถ้าผมดูยุ่งก็ใช้มือสางเบา ๆ ได้ นอกจากนี้เวลานวดผมควรนวดบริเวณหนังศรีษะเพื่อกระตุ้นให้มีการบำรุงตามธรรมชาติ หลังจากนั้นนวดกลางผมไล่ไปถึงปลายผม ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบเจลจะดีกว่า เพราะจะช่วยลดความหยาบกระด้างของเส้นผมได้เป็นอย่างดี
ผมเส้นหนา กับการทำ “สปาผม”
เป็นผมที่มีน้ำหนักดูนุ่มสลวย เวลาสะบัดผมจะดูพลิ้วไหว มีชีวิตชีวา ไม่ลีบแบน ติดหนังศรีษะ ลักษณะของผมหนา เวลาสระผมต้องล้างให้สะอาด เพราะถ้าล้างไม่สะอาดอาจมีสารเคมีตกค้างที่เส้นผมได้ อย่างไรก็ตามอย่าขาดการบำรุงผมจะดูยุ่ง ฟู และขาดน้ำหนักได้
ผมย้อม ดัด กัด โกรก หรือผมเสีย กับการทำ “สปาผม”
ในปัจจุบันนิยมที่จะย้อม ดัด กัดโกรกเส้นผมกันมากขึ้นเพื่อให้เขากับบุคคลิก เนื่องจากการกระทำกับผมแบบนี้ อาจส่งผลทำให้ผมแห้งเสียได้ เราจึงต้องใส่ใจดูแลบำรุงมากกว่าผมแบบอื่นเป็นพิเศษ ฉะนั้นการอบไอน้ำก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม ทำให้ผมนุ่มมากขึ้น และการหมักผมอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ก็ช่วยให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน และมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงเส้นผม แต่ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพื่อผมที่ทำสี ย้อม ดัด กัด โกรก โดยตรง
ผมตรงยาว กับการทำ “สปาผม”
เป็นผมที่ดูแลค่อนข้างง่าย แต่ก็ไม่สามารถจะละเลยในการดูแลได้เพราะว่าผมตรงที่ยาวมากๆ ปลายผมก็จะต้องได้รับการดูแลด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายผมแห้งแตกปลาย ดังนั้นเวลาสระผม จึงต้องล้างผมให้สะอาด และบำรุงด้วยครีมนวดผม เวลานวดควรนวดบริเวณปลายผมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะน้ำมันธรรมชาติไม่สามารถมาเลี้ยงถึงปลายผมได้ เพราะฉะนั้นอย่างขาดการดูไม่อย่างนั้นแล้วผมแห้งแตกปลายแน่

แนะนำสูตรครีมดีท็อกซ์ผม สำหรับการทำ
“สปาผม” แบบง่าย ๆ แต่ได้ผลดีเกินคุ้ม

สูตรครีมดท็อกซ์ “สปาผม” สูตรที่ 1
ใช้โยเกิร์ตผสมกับน้ำมันมะกอก หมักผมทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชม. ก่อนสระผมหรือถ้ามีเวลาให้หมักไว้นานกว่านั้น ผมจะสวยปิ้งจริง ๆ
สูตรครีมดีท็อกซ์ “สปาผม” สูตรที่ 2
ใช้หัวกะทิคั้นสด ๆ ผสมกับน้ำมันมะกรูด หมักไว้ รับรองผมจะเงา ดำ มัน นุ่มแบบธรรมชาติ
สูตรครีมดีท็อกซ์ “สปาผม” สูตรที่ 3
ใช้มายองเนสหรือน้ำมันมะพร้าว จะทำให้เส้นผมนุ่มตามธรรมชาติ
สูตรครีมดีท็อกซ์ “สปาผม” สูตรที่ 4
ใช้โยเกิร์ต ผสมน้ำมันมะกอก ผสมไข่แดง ผสมน้ำผึ้ง สรรพคุณเกินคำบรรยาย
สูตรครีมดีท็อกซ์ “สปาผม” สูตรที่ 5
สูตรหมักผมด้วยเบียร์ สุดยอดในการทำให้เส้นผมนิ่มมาก เป็นเงางามสะท้อนแสง มีน้ำหนักและกระเด้งดึ๋ง ๆ ซึ่งเบียร์ผลิตจากพวกธัญพืช สารอาหารเหล่านี้จะซึมเข้าสู่เส้นผมได้ง่ายและปลอดภัย โดยสามารถใช้เบียร์ยี่ห้อไหนก็ได้ ใช้บริมาณตามความยาวของเส้นผมและความหนาของเส้นผม ปกติใช้ไม่เกิน 1/3 ของกระป๋อง นำมาผสมกับไข่แดง ทาลงบนเส้นผมที่แห้งให้ทั่วผม ไม่ต้องทาหนังศีรษะ จากนั้นเอาผ้าหนา ไมโพกหัว เพราะเบียร์จะมีกลิเหม็น จนเส้นผมพอแห้งหรือหมาด ๆ ก็สระผมตามปกติ อาจจะต้องสระผมหลาย ๆ รอบจนกว่ากลิ่นเบียร์จะหมดไป

อโรมาเทอราปี

อโรมาเทอราปี
(Aromatherapy)
พลังแห่งกลิ่นหอม
เครื่องหอม
น้ำมันหอมระเหย
เพื่อการบำบัดรักษา

การนำพลังแห่งกลิ่นหอม
ของน้ำมันหอมระเหย มาใช้ในการ
บำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
เพื่อสุขภาพ ความงามและ
การผ่อนคลาย
ศาสตร์แห่งการบำบัดเพื่อบรรเทา
หรือทุเลาอาการด้วยเครื่องหอม

กลิ่นหอมมีบทบาทสำคัญในการ
ยกระดับสภาพอารมณ์ ช่วยกระตุ้น
ประสาทสัมผัสให้รับรู้ความละเมียด
ละไมของความรื่นรมย์ในชีวิต
ทั้งยังช่วยผ่อนคลายสภาพจิตใจ
ที่หนักอึ้งหลังจากทำงานหนัก

แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
น้ำมันหอมระเหย…
มีพลังและประสิทธิภาพในการบำบัด
ที่ทรงคุณค่า อย่างไม่น่าเชื่อ

ออแกนิกส์ลาเวนเดอร์

น้ำมันหอมระเหยออแกนิกส์:
ลาเวนเดอร์

Lavender Maillette

(Lavandula officinalis var Maillette)

น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ น้ำมันหอมระเหยจากฝรั่งเศสเกรดที่ดีที่สุด มีสรรพคุณช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ มีคุณสมบัติทางการบำบัดที่ดีที่สุด ช่วยให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย

*น้ำมันหอมระเหยออแกนิกส์: Lavender Maillette
น้ำมันหอมระเหย ลาเวนเดอร์ เป็นน้ำมันหอมระเหยออแกนิกส์จากฝรั่งเศสเกรดที่ดีที่สุด ปลูกบนที่ราบสูงเหนือระดับน้ำทะเล ที่ช่วยให้น้ำมันหอมระเหย ลาเวนเดอร์มีกลิ่นหอม

*สรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยออแกนิกส์ Lavender Maillette
น้ำมันหอมระเหย ลาเวนเดอร์ ช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ บรรเทาอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ คลายเครียด

*คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยออแกนิกส์ Lavender Maillette
น้ำมันหอมระเหย ลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติทางการบำบัดที่ดีที่สุด ช่วยบรรเทาอาการไมเกรน มีกลิ่นหอมช่วยให้รู้สึกสงบผ่อนคลาย รวมถึงช่วยรักษาสมดุลผิวให้ชุ่มชื้นลดการแห้งแตกของผิว มีกลิ่นหอมหวานเบา ๆ นำไปใช้ร่วมกับโรมันคาโมมายล์เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

Organic Farmland: France
Organic Certificate: European Organic Standards
Authority: ECOCERT

ตำลึง

ครีมสมุนไพรไทย
ล้ำเลิศด้วยสรรพคุณบำรุง
ผิวพรรณและเสริมความงาม

“ตำลึง” พืชผักใกล้ตัว ล้ำเลิศด้วยสรรพคุณบำรุงผิว “ตำลึง” เป็นผักที่คนไทยนิยมนำมาปรุงอาหารกันอยู่แล้ว “ตำลึง” มักจะเจริญงอกงามอยู่ข้างรั้วริมทางทั่วไป บางทีก็เลื้อยไปตามต้นไม้น้อยใหญ่หรือบนพื้นดิน “ตำลึง” นับเป็นยาดีในการพลิกฟื้นคืนจากอาการอ่อนเพลียได้อย่างวิเศษ

มีเรื่องเล่าว่า บุรุษผู้หนึ่งเกิดอาการอ่อนล้ายิ่งนัก ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรงมาก จนต้องไปปรึกษาซินแส ว่าควรจะทำเช่นไร เพื่อพลิกฟื้นร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิมโดยเร็ว ซินแสบอกชายผู้นั้นว่า “ไม่ยากเลยท่าน จงไปหา ตำลึง มาทำเป็นแกงจืดเสียโดยเร็ว” แล้วอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของท่านจะพลิกคืนมาแข็งแรง ได้ในเวลาไม่นาน นี่เป็นเรื่องที่คนจีนเล่าขานกันมาช้านาน นอกจากนี้ในราชสำนักยังใช้ “ยอดตำลึงอ่อน” มาปรุงเป็นอาหารถวายฮ่องเต้เพื่อบำรุงกำลังอีกด้วย

► “ตำลึง” กับนานาสรรพคุณ
“ตำลึง” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Coccinia Grandis (L.) Voigt จัดอยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae “ตำลึง” เป็นพืชเลื้อยที่พบเห็นได้ทั่วไป ดอกมีสีขาวสอาด ผลสีเขียวลายสีขาว พอผลแก่จัดจะกลายเป็นสีแดงสด

“ตำลึง” เป็นไม้เถาที่มีอายุอยู่ได้หลายปี นานปีเข้าเถาที่โคนจะใหญ่และเป็นแก่นไม้แข็งขึ้น สีเป็นน้ำตาลอ่อน ใบสามเหลี่ยมสีเขียวสด “ตำลึง” เจริญงอกงามได้ดีมากในพื้นดินทั่ว ๆ ไป ที่มีความชื้นอยู่เพียงพอ “ตำลึง” มักจะแตกยอดอ่อนได้ง่าย ยิ่งในฤดูฝน น้ำฝนที่ตกลงมาจะทำให้ต้น “ตำลึง” เลื้อยไปตามที่ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น “ตำลึง” อาจจะเลื้อยเข้าปกคลุมต้นไม้บางต้น จนไม่ได้รับแสงแดด ทำให้ต้นไม้นั้นไม่เจริญงอกงาม นอกจาก “ตำลึง” จะเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการดีเยี่ยมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรอีกด้วย คือ

เถาของ “ตำลึง” เมื่อนำมาต้มแล้วดื่ม จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้
ใบสด ๆ ของ “ตำลึง” เอามาบดแล้วทา หรือพอกบริเวณผิวหนังอักเสบจากพิษแมลง สัตว์ กัดต่อย ผิวหนังที่อักเสบด้วยสาเหตุอื่น ๆ เช่น การไปสัมผัสกับพืชที่เป็นพิษ จะทำให้อาการอักเสบทั้งหลายนี้ลดลงและหายได้
มีการวิเคราะห์และวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าใบ “ตำลึง” มีสารเคมีที่ตรวจพบ คือ Amino Acid อยู่หลายชนิด และมี B-sitosterol แต่ไม่พบสารพิษใด ๆ ที่จะมาทำอันตรายได้
ใบของ “ตำลึง” ให้ความเย็นสบาย ทำลายเชื้อราบนผิวหนัง ลบรอยหมองคล้ำ ทำให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา สะอาด ผุดผ่องเป็นยองใย
► ทำครีมสมุนไพรด้วยใบ “ตำลึง”
เอา “ใบตำลึง” สด ๆ มาล้างหลายๆน้ำให้สะอาด พักเอาไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วเอามาโขลกหรือเอามาบดให้ละเอียด ไม่ต้องผสมน้ำอื่นใดทั้งสิ้น “ใบตำลึง” สดที่บดหรือที่โขลกละเอียดดีแล้วจะเหลว เหนียว ข้น ใส่ภาชนะปิดฝาเก็บเอาไว้ในตู้เย็น สามารถเก็บเอาไว้ได้นานเป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องผสมยากันบูด หรือวัตถุกันเสียใด ๆ เพราะในความเป็นจริงนั้น การทำครีมสดจากสมุนไพรธรรมชาติใด ๆ ก็ตามไม่ควรผสมยากันบูดเข้าไปแม้แต่น้อย เพราะเมื่อนำมาใช้อาจจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ต่อผิวพรรณของคนเราได้
“ครีมตำลึง” เป็นครีมสมุนไพรตามธรรมชาติมีสรรพคุณช่วยเสริมความงาม ผ่อนคลายความตึงเครียด สร้างความสดชื่นให้แก่อารมณ์และความรู้สึกได้เป็นอย่างมาก

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงทำให้ได้ทราบประโยชน์ของ “ตำลึง” เพิ่มมากขึ้นว่า “ตำลึง” มิได้เป็นเพียงผักใบเขียวที่มีประโยชน์เพียงแค่ใช้รับประทานเท่านั้น แต่ยังนำมาทำเป็นครีมเพื่อบำรุงความงามได้อีกด้วย หากได้ทำไว้ใช้กันในครอบครัวก็จะยิ่งดีมาก เพราะ “ตำลึง” หาได้ง่าย และวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด

► วิธีใช้ประโยชน์จาก “ครีมตำลึง”
เมื่อได้ครีมจาก “ตำลึง” มาแล้ว ให้ผู้ที่จะใช้ครีม นอนผ่อนคลายในท่าที่สบาย ๆ จากนั้นให้นำ “ครีมตำลึง” มาทาและพอกตามผิวกาย ใบหน้า ท่อนแขน มือ ท่อนขา เท้า ทุก ๆ ส่วนของร่างกาย เพื่อสร้างความสดชื่น เย็นสบาย รักษาผิวพรรณให้ผุดผ่อง เกลี้ยงเกลา โดยค่อยๆ โลมลูบเนื้อครีมบนผิวกายไปมาอย่างแผ่วเบา ให้รู้สึกถึงความสบาย และผ่อนคลายมากที่สุด ปล่อยให้ “ครีมตำลึง” แทรกซึมเข้าไปในผิวกาย ทำเช่นนี้บ่อบๆ แล้วท่านจะได้รับความผุดผ่องของผิวพรรณ กลับคืนมาอย่างแน่นอน

ฝรั่ง

ครีมสมุนไพรไทย
ผลไม้แห่งความงาม
และบำรุงผิวพรรณ
ที่หลายคนอาจไม่รู้

“ฝรั่ง” ผลไม้เพิ่มความงาม ที่หลายคนอาจไม่รู้ “ฝรั่ง” เป็นผลไม้ที่คนไทยเรารู้จักดี และนิยมนำผลมาบริโภค เพราะ “ฝรั่ง” มีรสชาติหวานกรอบอร่อย แต่ในทางสมุนไพรแล้ว เปลือกและใบจากต้น “ฝรั่ง” ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ สมัยก่อนนั้นเราท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ฝรั่งขี้นก” ซึ่งเป็นฝรั่งพันธุ์พื้นบ้านพันธุ์หนึ่ง คนสมัยก่อนนิยมใช้ “ฝรั่งขี้นก” นี้มาทำยา แต่ปัจจุบันไม่ใคร่มีฝรั่งพันธุ์ไทยแท้นี้เหลืออีกแล้ว จะมีก็แต่ ฝรั่งเวียดนาม ฝรั่งสาลี่ ฝรั่งไร้เมล็ด หา “ฝรั่งขี้นก” มาทำยายากมาก

ฝรั่งขี้นก มีผลขนาดเล็กเท่าๆ กับผลหมากดิบเห็นจะได้ เนื้อบาง แม้กัดเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็จะเจอเมล็ดซึ่งมีอยู่มากมายในผล เหตุที่เรียกว่า “ฝรั่งขี้นก” ก็เพราะเมื่อผลแก่จัดจนสุกแล้ว นก หนู จะเอาไปกิน แล้วคาบไปไว้ในที่ต่าง ๆ บ้าง ตกลงมาสู่พื้นดินบ้าง กินแล้วถ่ายออกมาบ้าง เมล็ดเลยตกอยู่ตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรือกสวน ไร่นา ที่ว่างเปล่า ป่าละเมาะ ซึ่งในสมัยก่อนจะพบเห็น “ฝรั่งขี้นก” นี้ยืนต้นอยู่ตามที่ต่าง ๆ เสมอ แต่คนรุ่นหลังอาจจะไม่มีโอกาสเห็น “ฝรั่งขี้นก” อีกแล้วในเวลานี้ คงเห็นแต่ฝรั่งที่มีผลโตมากเป็นพิเศษมากกว่า แต่ขอให้รู้เถิดว่า “ฝรั่ง” นี้แหละคือยอดสมุนไพรชั้นดีทั้งๆ ที่ก็เป็นผลไม้ที่มีคนรู้จักกันมากมายด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ฝรั่งขี้นกจะหาไม่ได้ แต่ฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็มีคุณประโยชน์ดุจเดียวกัน

แทงบอลออนไลน์ เสื้อผ้าแฟชั่น